2005/Jul/02

ในยุคสมัยที่มีแต่ความเร่งรีบ ผู้คนต่างโหยหาสิ่งที่ดีที่สุดให้ตัวเอง บางครั้งความอยากได้ อยากมี นำพาซึ่งความสับสนวุ่นวายให้เกิดขึ้นในจิตใจ คนที่มีโอกาสและมีเวลาพอจึงพากันหันหน้าเข้าหาทางแห่งความสวบ เพื่อให้มีสมาธิอันจะนำไปสู่สิ่งดีๆในชีวิต นอกจากเรื่องสมาธิแล้ว ในปัจจุบันมีเรื่องอะไรใหม่ๆ อีกมากมายที่จะช่วยให้จิตในสงบและทำให้ชีวิตมีพลัง และหนึ่งในนั้นก็คือสิ่งที่เรียกว่า " ปัญญาญาณ " ซึ่งได้รับการกล่าวขานว่าเป็นสิ่งที่เราสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตของเราได้อย่างลงตัว

ดร.ประพนธ์ ผาสุขยืด ผู้แปลและเรียบเรียงหนังสือเรื่อง " Intuition ปัญญาญาณ " ซึ่งแต่งโดย โอโช่ ปราญช์ชาวอินเดีย ซึ่งเป็นผู้ที่สามารถนำศาสตร์สมัยใหม่เข้มาผสมผสานกับการฝึกสมาธิได้อย่างกลมกลืน จนสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นในตัวผู้ปฏิบัติได้ โอโช่เป็นผูเหนึ่งที่มุ่นเน้นการทำสมาธิแบบตื่นตัว กระโดดโลดเต้นแทนการทำสมาธิแบบอย่างที่เราคุ้นเคย

ดร.ประพนธ์ อธิบายว่า ปัญญาญาณ บางคนเรียกว่า ญาณทัศนะ หรือการรู้แบบปิ๊งแว้บ คือการรู้ที่ผุดขึ้นมาแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อใจเราสงบนิ่ง ผ่อนคลาย สบายใจ มีสมาธิ ไม่สับสนวุ่นวายไปกับสิ่งต่างๆ ที่รุมเร้าเข้ามาในชีวิต โดยได้อธิบายโยงกับโอโช่ว่า ชีวิตที่สมบุรณ์และสมดุลย์นั้นจะต้องเป็นการก้าวไปบนบันได 3 ขั้น คือ

ขั้นที่ 1 : เป็นเรื่องสัญชาตญาณ( Instintct)ซึ่งมีอยู่แล้วในทุกคน เช่น เวลามีภัยมาถึงตัวก็รู้จักหลบหลีกอย่างนี้ เป็นต้น ซึ่งหากเรามีสัญชาตญาณอย่างเดียวก็ไม่ต่างจากสัตว์ ดังนั้นจึงต้องพัฒนาสูขั้นที่ 2 ต่อไป

ขั้นที่ 2 : เป็นเรื่องปรีชาญาณ ( Intellect ) ได้แก่ การรับรู้ เข้าใจ รู้จักตัดสินใจ รู้จักคิดค้น โดยใช้สมาองในการวิเคราะห์ เมื่อมีส่วนที่เป็นจิตสำนึก ส่วนนี้ทำให้เราแตกต่างจากสัตว์อื่นๆ แต่ไม่ได้หมายความว่าเราเป็นมนุษย์จนกว่าจะถึงขั้นที่ 3

ขั้นที่ 3 : เรื่องปัญญาญาณ ( Intuition ) เป็นการเข้าใจถึงสภาวะจิตใจที่มำให้เราเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ เป็นการรับรู้แบบปิ๊งแว้บ เป็นการรู้ที่ก้าวข้ามตรรกะและเหตุผล

อย่างไรก็ตามทั้ง 3 สิ่งนี้มีความเชื่อมโยงกัน กล่าวคือ ปรีชาญาณเป็นสะพานที่จะทำให้คนก้าวไปสู่ปัญญาญาณได้ แต่คนหลายคนคิดว่ามาถึงขั้นนี้ก็พอแล้ว แต่ถ้าพยายามต่ออีกขั้นก็จะเข้าถึงสภาวะของจิตที่แท้จริงได้ และจะส่งผลดีต่อการดำเนินชีวิตไม่น้อยที่เดียว ในเรื่องปัญญาญาณที่สามารถใช้ได้นั้น ดร.ประพนธ์ได้เล่าตัวอย่างของ ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา นักวิทยาศาสตร์ของไทยที่ได้ไปทำงานที่องค์การนาซา ที่ต้องคิดเรื่องชิ้นส่วนของยานไวกิ้งที่จะลงไปสำรวจดาวอังคาร คิดอยู่นานหลายวันแต่คิดไม่ออก แม้จะพยายามครุ่นคิดอย่างถึงที่สุดแล้วก็ตาม จนในที่สุด ดร.อาจอง ได้หยุดพัก ไม่คิด แล้วหันไปฝึกสมาธิชั่วขณะหนึ่ง เนื่องจากปกติท่านเป็นคนที่ชอบทำสมาธิอยู่แล้ว และในทันใดนั้นเองก็เกิดปิ๊งแว๊บขึ่นมาได้คำตอบของส่วนประกอบของยานไวกิ้งนั้นผุดขึ้นมาในใจ ซึ่งท่านก็สามารถนำไปออกแบบและใช้งานได้เป็นผลสำเร็จ

" ปัญญาญาณเป็นสิ่งที่เราจับต้องไม่ได้ แต่อย่างในกรณีปิ๊งแว๊บของ ดร.อาจาอง น่าจะเป็นตัวอย่างให้เราได้เรียนรู้ว่า ปัญญาญาณเป็นพลังอันมหาศาลที่มีอยู่ในตัวเรา แต่จะเกิดขึ้นต่อเมื่อเราได้ปล่อยวาง จิตสงบ จิตละเอียด จนได้คำตอบที่แสวงหา มันเป็นคำตอบที่มาจากอนาคต ไม่ใช่จากอดีตอย่างที่เราคุ้นเคยกัน " ดร.ประพันธ์กล่าว

การฝึกสมาธิและการทำสมาธิของแต่ละคนอาจจะมีวิธีการที่แตกต่างกันออกไป บ้างก็ใช้วิธีเดินจงกรม บ้างอาศัยการทำสมาธิ กำหนดลมหายใจเข้าออก หรือใช้การเคลื่อนไหวมือ เป็นต้น เมื่อจิตสงบ มีสมาธิ ปัญญาก็เกิดแล้ว การกระทำก็จะไปถูกทาง สามารถสร้างผลกระทบดีๆที่ตามมาอีกมากมาย เกิดความมั่นใจในการประพฤติปฎิบัติ สิ่งดีๆเหล่านี้จะค่อยๆซึมซับเข้าไปในจิตใจ ตอกย้ำทำให้ได้เห็นพลังแห่งปัญญา เกิดความมั่นใจ และพร้อมที่จะเดินหน้าต่อไปโดยไม่ย่อท้อ

ดร.ประพันธ์ทิ้งท้ายว่า สิ่งที่เราเก็บสะสมไว้ตั้งแต่อดีต อาจทำให้จิตใต้สำนึกของเราเต็มไปด้วยสิ่งที่ไม่ดี แต่หากเราเห็นคามสำคัญของพลังแห่งปัจจุบัน เราจะหันมาเก็บแต่สิ่งดีๆมองหาสิ่งที่เป็นความสำเร็จ ความภูมิใจ เพราะมันจะช่วยเสริมแรงจิตใต้สำนึกของเราให้มีพลัง ทำให้เรากล้าที่จะทำสิ่งใหม่ เพราะมีแรงบันดาลใจที่เกิดขึ้นภายในตัวเราเอง นอกจากนี้ เวลาที่ประสบปัญหา หรือว่ามีความทุกข์ ก็จะนิ่งพอที่จะพิจารณาว่าทุกข์เพราะอะไร ทุกข์แล้วรู้สึกอย่างไร ในยามที่มีความสุข ก็รู้ว่าสุขเป็นอย่างไร เกิดจากอะไร โดยที่ไม่เอาใจไปยึดติดในสุขและทุกข์นั้นๆ ใจที่เป็นกลาง ใจที่ปล่อยวาง จะทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า " ปัญญาญาณ " บ่อยยิ่งขึ้น

อาจารย์วิศิษฐ์ วังวิญญู ผู้อำนวยการสถาบันขวัญเมือง ผู้นิยามคำว่า " ปิ๊งแว๊บ " กล่าวไว้ว่า " บางครั้งชีวิตเรา เราะจะสะดุดกับอะไรบางอย่างที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงทิศทางชีวิตของเราโดบสิ้นเชิง ปัญญาญาณ จะทำงานอย่างนี้เอง มันจะเข้ามาเป็นจุดเล็กๆจุดหนึ่ง เหมือนการเกาถูกจุดที่คัน และแล้วมันก็จะแผ่กว่างลุกลามใหญ่โตระดับวิถีชีวิตทั้งหมดเลยทีเดียว และปัญญาญาณนั้นมีอยู่ในตัวเราตลอดเวลา ปัญญาญาณเป็นพลังที่ทรงพลังมากที่สุด ได้มาอย่างง่ายๆที่สุด เพียงแต่เราถ้าเราเข้าใจถึงกระบวนการของมัน "

ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
คอมเมนต์:


smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry ???????????????   ??????????????????
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry ???????????????

เห็นว่า "ปิ๊งแว๊บ" นึกว่า.. การตกหลุมรักใครซะอีก..

จิง ๆ แล้วคือแบบนี้นี่เอง... คำว่า เป็นพลังที่ทรงพลังมากที่สุด.. ทำให้ฮึกเหิมดีจริง ๆ....

จะว่าไป.. ไม่ว่าเรื่องอะไร.. ถ้าเข้าใจ..มันก็จะไม่มีปัญหาหรอกเนาะ
#1  by  sickyป่วยไม่มีชิ้นดี At 2005-07-04 11:57, 
เอ่อดีจริงๆ
#2  by  Gratai...Ka!!! At 2005-07-04 19:16, 
#3  by   (61.7.129.227) At 2005-08-19 10:57, 
ขอเชิญท่านผู้มีปัญญาทั้งหลายศึกษาวิธีการ
"ดับทุกข์โดยใช้หลักวิทยาศาสตร์ "
www.whatami.5u.com/for/for6.html
จากเวป "ฉันคืออะไร?"
www.whatami.5u.com
#4  by  แก้ว/kaw_47@hotmail.com (203.113.80.144) At 2007-09-06 13:13, 
ขอเชิญท่านผู้มีปัญญาทั้งหลายศึกษาวิธีการ
"ดับทุกข์โดยใช้หลักวิทยาศาสตร์ "
www.whatami.5u.com/for/for6.html
จากเวป "ฉันคืออะไร?"
www.whatami.5u.com
#5  by  แก้ว/kaw_47@hotmail.com (203.113.80.144) At 2007-09-06 13:15, 
#6  by   (202.136.241.48) At 2007-09-13 12:11, 
ผมเข้ามาเว็บของคุณโดยบังเอินครับ ผมชอบหนังสือของโอโช่มากครับ มีทุกเล่มเลย อ่านแล้วได้ความคิด ได้ความเข้าใจชีวิต เลยอยากหากลุ่มคนที่อ่านเช่นกันก็เลยมาค้นดูครับ ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ
#7  by  สิทธิชัย (58.10.64.73) At 2007-12-02 23:56, 

<< Home


Sumonta Pongjindawanich
View full profile